บทที่ 3 เส้นขนานที่ต้องบรรจบ

กลิ่นโกโก้หอมกรุ่นที่เคยโปรดปราน บัดนี้กลับมีรสชาติขมปร่าปะปนอยู่ในคอ ฉันดูดเครื่องดื่มในแก้วไปได้เพียงครึ่งเดียวก็แทบจะกลืนไม่ลงอีกต่อไป สายตาของคนทั้งโรงอาหารที่มองมายังคงทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลก แม้ว่ากลุ่มของพี่อัคคีจะเดินจากไปแล้ว แต่ความอึดอัดที่เขาทิ้งไว้ยังคงอบอวลอยู่รอบตัว

"ริน... แกโอเคไหมเนี่ย หน้าซีดเป็นกระดาษแล้ว" ข้าวหอมที่ยืนแข็งทื่ออยู่นาน ในที่สุดก็ขยับตัวได้ เธอวางจานข้าวมันไก่ลงบนโต๊ะแล้วทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามฉันด้วยสีหน้าเป็นกังวล

"ฉันดูโอเคเหรอข้าว?" ฉันถอนหายใจยาว ดันแก้วโกโก้ออกห่างตัวราวกับมันเป็นของร้อน "เขาทำบ้าอะไรของเขาเนี่ย ประกาศตัวซะขนาดนี้ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"

"เอาน่าริน มองในแง่ดีสิ อย่างน้อยแกก็ไม่ต้องกลัวพวกผู้หญิงขี้อิจฉามาหาเรื่องแล้วไง ใครจะกล้าแตะต้องคนของ 'พี่อัคคี' ล่าสุดฉันเพิ่งได้ยินมานะว่าเดือนก่อน มีรุ่นพี่ต่างคณะมาจีบแก พี่อัคคีเล่นตามไปกระทืบซะจนหมอนั่นต้องย้ายมหาลัยหนีเลยนะเว้ย!" ข้าวหอมเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนสยอง

ฉันเบิกตากว้าง "หา? จริงดิ! ทำไมแกไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลย"

"ก็ฉันเพิ่งรู้เมื่อเช้านี้นี่แหละ" ข้าวหอมยักไหล่ "แต่ก็นะ... พี่เขาก็ดูน่ากลัวจริงๆ แหละ แกจะเอายังไงต่อเนี่ย จะไปรอเขาหน้าตึกตามที่เขาสั่งไหม"

ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ความลังเลตีรวนอยู่ในอก ใจหนึ่งก็อยากจะหนีกลับหอไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่คำขู่ของเขาที่บอกว่าจะไปพังประตูห้องก็ดังสะท้อนอยู่ในหัว อัคคีเป็นคนพูดจริงทำจริง และฉันไม่อยากเอาความสงบสุขของป้าเจ้าของหอไปเสี่ยง

"ไม่รู้สิ..." ฉันตอบเสียงแผ่ว "ถ้าฉันไม่ไป เขาก็คงตามไปอาละวาดที่หอจริงๆ นั่นแหละ"

"งั้นก็ไปเถอะ ถือซะว่าไปกินข้าวฟรี" ข้าวหอมพยายามพูดติดตลกเพื่อคลายเครียด "แต่ระวังตัวด้วยนะริน ผู้ชายแบบนี้น่ะ เดาใจยากยิ่งกว่าข้อสอบไฟนอลซะอีก"

เวลา 16.30 น.

บรรยากาศหน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ยามเย็นคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาที่เพิ่งเลิกเรียน แสงแดดสีส้มอ่อนๆ สาดส่องลงมากระทบกับตัวตึกอิฐสีแดงสร้างเงาทอดยาว ฉันยืนกระสับกระส่ายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าตึก พยายามหลบสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา

"มารอพี่อัคคีเหรอจ๊ะน้องริน"

เสียงหวานใสทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันหันไปมองก็พบกับ 'พราว' ดาวคณะบริหารธุรกิจที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยและความหยิ่งยโส เธอยืนกอดอกมองฉันด้วยสายตาตั้งแต่หัวจรดเท้า

"ค่ะ" ฉันตอบสั้นๆ ไม่คิดจะต่อความยาวสาวยืดกับผู้หญิงคนนี้

"เหอะ... ก็แค่ของเล่นชั่วคราวแหละน่า อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย" พราวแค่นหัวเราะ เดินเข้ามาใกล้ฉันอีกก้าว "พี่อัคคีเขาแค่เบื่อพวกผู้หญิงที่เข้าหาเขาง่ายๆ ก็เลยอยากจะลองของแปลกอย่างเธอดูบ้าง แต่เชื่อฉันเถอะ... ไม่เกินเดือนหรอก เขาก็จะเขี่ยเธอทิ้งเหมือนผ้าขี้ริ้ว"

ฉันกำหมัดแน่น พยายามระงับอารมณ์โกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา "ถ้าพี่อัคคีเป็นแค่ผู้ชายที่ชอบเล่นสนุกกับความรู้สึกคนอื่น ฉันก็ไม่เสียใจหรอกค่ะที่เขาจะเขี่ยฉันทิ้ง เพราะฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งกับเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"

"ปากดีไปเถอะ!" พราวตวาดเสียงแหลม "เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่จะต้องร้องไห้ขี้มูกโป่ง!"

"ใครจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง?"

เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบที่ดังแทรกขึ้นมา ทำให้พราวสะดุ้งสุดตัวและรีบหันขวับไปมอง ร่างสูงใหญ่ของอัคคีในชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อยขึ้นกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหาพวกเรา ดวงตาคมกริบของเขาจดจ้องไปที่พราวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"พ... พี่อัคคี" พราวเสียงสั่น รีบปรับสีหน้าให้ดูอ่อนหวานและออดอ้อนทันที "พราวแค่แวะมาทักทายน้องรินน่ะค่ะ ไม่ได้มีอะไรเลยจริงๆ"

"ทักทายเสร็จแล้วก็ไสหัวไปซะ" อัคคีเอ่ยเสียงเรียบ แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ "แล้วจำเอาไว้ด้วยนะพราว... อย่ามายุ่งกับคนของฉันอีก ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"

พราวหน้าซีดเผือด รีบก้มหน้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันยืนเผชิญหน้ากับผู้ชายที่เพิ่งจะประกาศกร้าวว่าฉันเป็น 'คนของเขา' ต่อหน้าผู้หญิงคนอื่น

"เป็นอะไร ทำไมหน้าบึ้งแบบนั้น" อัคคีหันมาถามฉัน น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนที่คุยกับพราว

"ก็แค่รำคาญคนแถวนี้ค่ะ" ฉันประชดประชันพลางเบือนหน้าหนี

อัคคียกยิ้มมุมปาก เขาเอื้อมมือมาคว้าข้อมือฉันแล้วออกแรงดึงเบาๆ ให้เดินตามเขาไป "ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว"

ฉันพยายามขืนตัวไว้ "พี่อัคคี ปล่อยเถอะค่ะ คนมองกันหมดแล้ว"

"ก็ปล่อยให้เขามองไปสิ" เขายังคงดื้อดึง "หรืออยากให้พี่อุ้มเธอไปที่รถแทน?"

ฉันเบิกตากว้าง รีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ "ไม่เอาค่ะ! ฉันเดินเองได้"

เขาหัวเราะในลำคอ ยอมคลายมือที่จับข้อมือฉันออก แต่เปลี่ยนมาเลื่อนมือลงไปกอบกุมฝ่ามือของฉันแทน นิ้วเรียวยาวของเขาสอดประสานเข้ากับนิ้วของฉันอย่างแนบแน่น สัมผัสอุ่นซ่านที่ถ่ายทอดมาทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง

ฉันพยายามจะสะบัดมือออก แต่เขากลับบีบมือฉันแน่นขึ้นราวกับคีมเหล็ก "อย่าดื้อสิรินลดา พี่อุตส่าห์ยอมให้เธอเดินเองแล้วนะ"

ฉันถอนหายใจอย่างพ่ายแพ้ ยอมปล่อยให้เขาจูงมือเดินนำไปยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล รถสปอร์ตยุโรปสีดำเงางามคันหรูของเขาจอดเด่นตระหง่านอยู่ตรงนั้น อัคคีเปิดประตูด้านข้างคนขับให้ฉัน ก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับและสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่ม

"พี่จะพาฉันไปไหนคะ" ฉันถามขึ้นเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากเขตมหาวิทยาลัย

"ไปกินข้าวไง" เขาตอบสั้นๆ สายตาจดจ่ออยู่กับการขับรถ

"แต่ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันไม่อยากไป"

อัคคีหันมามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วรถจนฉันต้องรีบคว้าที่จับประตูด้านบนไว้แน่น "พี่ไม่ชอบกินข้าวคนเดียว และเธอก็เป็นคนเดียวที่พี่อยากกินข้าวด้วย... เข้าใจไหมรินลดา"

ฉันเงียบไป ไม่รู้จะตอบกรับอย่างไรดี คำพูดที่ดูเหมือนจะเอาแต่ใจแต่กลับแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง ทำให้ฉันรู้สึกสับสนและว้าวุ่นในใจ

รถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดที่หน้าภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสสุดหรูย่านใจกลางเมือง พนักงานต้อนรับในชุดสูทรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูรถให้เราด้วยความนอบน้อม อัคคีเดินอ้อมมาจับมือฉันอีกครั้งแล้วพาเดินเข้าไปด้านใน

บรรยากาศภายในภัตตาคารตกแต่งอย่างหรูหราและโรแมนติก แสงเทียนสลัวๆ บนโต๊ะอาหารขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูมีเสน่ห์และลึกลับมากยิ่งขึ้น อัคคีสั่งอาหารมาหลายอย่างโดยไม่ได้ถามความเห็นฉันสักคำ แต่ที่น่าแปลกใจคือ... อาหารทุกจานล้วนเป็นของที่ฉันชอบทั้งสิ้น

"พี่รู้ได้ยังไงคะว่าฉันชอบกินอะไร" ฉันอดถามไม่ได้เมื่อเห็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าจานโปรดวางอยู่ตรงหน้า

"พี่บอกแล้วไงว่าพี่ตามสืบเรื่องเธอมาหมดแล้ว" เขาตอบหน้าตาย พลางยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ "กินซะสิ จะได้มีแรงมาเถียงกับพี่ต่อ"

ฉันตักสปาเก็ตตี้เข้าปากอย่างเสียไม่ได้ รสชาติอร่อยกลมกล่อมแต่กลับไม่ทำให้ฉันรู้สึกเจริญอาหารเลยสักนิด ความกดดันและความอึดอัดที่ต้องนั่งกินข้าวกับผู้ชายอันตรายคนนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอาหารติดคอ

"พี่อัคคีคะ..." ฉันตัดสินใจเปิดบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง "พี่เลิกยุ่งกับฉันเถอะค่ะ เราสองคนไม่มีอะไรเข้ากันได้เลย พี่เป็นถึงทายาทตระกูลดัง เป็นเดือนมหาลัย ส่วนฉันเป็นแค่เด็กทุนธรรมดาๆ คนหนึ่ง... พี่ไปหาผู้หญิงที่เหมาะสมกับพี่เถอะค่ะ"

อัคคีวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดัง 'กึก' ดวงตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้ามาในตาฉัน รอยยิ้มมุมปากหายไปหลงเหลือเพียงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมารอบตัว

"ใครเป็นคนกำหนดว่าความรักต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสม?" น้ำเสียงของเขาเรียบเย็นจนน่ากลัว "สำหรับพี่... ถ้าพี่อยากได้อะไร พี่ก็ต้องได้ และตอนนี้พี่อยากได้เธอ รินลดา... พี่ไม่สนหรอกว่าเธอจะเป็นใคร มาจากไหน หรือมีฐานะยังไง สิ่งเดียวที่พี่สนคือ... เธอต้องเป็นของพี่"

ฉันสะอึกไปกับคำประกาศกร้าวที่แสนจะเผด็จการนั้น ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่เอาแต่ใจ แต่เขาเป็นเหมือนพายุทอร์นาโดที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้าเพื่อแย่งชิงสิ่งที่เขาต้องการ

"แต่ฉันไม่ได้อยากเป็นของพี่!" ฉันสวนกลับเสียงสั่น "ความรักมันบังคับกันไม่ได้หรอกนะคะ พี่อัคคี!"

"งั้นเราก็มาดูกัน... ว่าพี่จะทำให้เธอรักพี่ได้หรือเปล่า" เขายิ้มร้าย ดวงตาฉายแววท้าทายและมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

มื้ออาหารค่ำที่แสนอึดอัดจบลงด้วยความเงียบงัน อัคคีขับรถมาส่งฉันที่หน้าหอพักตามที่เขาสัญญาไว้ ฉันรีบเปิดประตูรถลงไปโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าเขา แต่เขากลับก้าวตามลงมาและคว้าแขนฉันไว้แน่น

"เดี๋ยวสิ รินลดา"

"พี่จะเอาอะไรอีกคะ!" ฉันหันไปตวาดใส่เขาอย่างหมดความอดทน

อัคคีดึงร่างฉันเข้าไปกอดแนบอกอย่างรวดเร็ว วงแขนแกร่งรัดรึงรอบเอวฉันแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ที่ผสมกับกลิ่นนิโคตินจางๆ อวลอยู่เต็มจมูก ฉันดิ้นรนขัดขืนสุดแรงเกิด แต่ยิ่งฉันดิ้น เขาก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น

"ปล่อยนะ! พี่จะทำบ้าอะไร!"

"กู้ดไนต์คิสไง"

เขาพูดจบก็เชยคางฉันขึ้น แล้วประทับริมฝีปากลงมาบนเรียวปากของฉันอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง สัมผัสที่หยาบกระด้างแต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อนและเรียกร้อง ทำให้ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

เขาบดขยี้ริมฝีปากฉันอย่างเอาแต่ใจ บังคับให้ฉันเปิดรับสัมผัสอันจาบจ้วงของเขา ฉันพยายามเผยอปากเพื่อส่งเสียงประท้วง แต่กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ปลายลิ้นร้อนชื้นของเขาสอดแทรกเข้ามาตักตวงความหวานภายในโพรงปากของฉันได้อย่างง่ายดาย

รสชาติของไวน์ชั้นดีปะปนกับกลิ่นมินต์และนิโคตินทำให้ฉันรู้สึกมึนเมา จูบที่เริ่มต้นด้วยความรุนแรงและเอาแต่ใจ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลและอ่อนหวานอย่างน่าประหลาด ราวกับเขากำลังพยายามจะหลอมละลายกำแพงน้ำแข็งในใจฉันด้วยไฟปรารถนาของเขา

เนิ่นนานกว่าที่เขาจะยอมถอนริมฝีปากออกไปอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งให้ฉันยืนหอบหายใจรวยริน ใบหน้าแดงก่ำ ร่างกายอ่อนระทวยแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ถ้าไม่ได้ท่อนแขนแกร่งของเขาพยุงเอาไว้

"ฝันดีนะ... รินลดา" เขากระซิบชิดริมหูฉัน น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ทิ้งให้ฉันยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้นพร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วและบ้าคลั่งจนแทบจะระเบิดออกมานอกอก

รอยจูบอันเร่าร้อนและรุนแรงของเขายังคงประทับอยู่บนริมฝีปากฉัน คอยย้ำเตือนว่าผู้ชายที่ชื่ออัคคีได้ก้าวล้ำเข้ามาในชีวิตและหัวใจของฉันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว... และดูเหมือนว่าฉันเอง... ก็เริ่มที่จะอ่อนข้อให้กับจังหวะหัวใจที่อันตรายนี้แล้วเช่นกัน.

บทก่อนหน้า
บทถัดไป